ข่าวประชาสัมพันธ์


ประชุมเชิงปฏิบัติการ การสร้างเครื่องมือการวัดผลประเมินผล

โพสต์28 พ.ย. 2559 18:00โดยอนุรักษ์ ลาวิลาศ

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559
โรงเรียนอำนาจเจริญ จัดกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสร้างเครื่องมือการวัดผลประเมินผล ด้วยโปรแกรม Google Form และโปรแกรม Plickers ณ ห้องคอมพิวเตอร์ โรงเรียนอำนาจเจริญ เพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้และการนำไปใช้ในการเรียนการสอนของครูแต่ละท่าน สามารถใช้สื่อเทคโนโลยีได้อย่างถูกต้องเหมาะสม


โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เครือข่ายครูดิจิทัลแกนนำ”

โพสต์4 ส.ค. 2559 19:23โดยอนุรักษ์ ลาวิลาศ

ตามที่คณะรัฐมนตรีภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 ด้านการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ข้อ 6.18 ต้องการให้มีการส่งเสริมภาคเศรษฐกิจดิจิทัลและวางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลให้เริ่มขับเคลื่อนได้อย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้ทุกภาคเศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ทันโลกและสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ได้  ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าผู้ที่มีความสามารถทางด้านการใช้ดิจิทัลได้มากกว่า ย่อมเป็นผู้ได้เปรียบในสังคมเนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์จากดิจิทัล เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิต สร้างสรรค์นวัตกรรมและสิ่งใหม่ได้มากกว่าทำให้พัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าได้ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นโยบายของทุกประเทศจึงพยายามเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการใช้ดิจิทัลให้กับประชาชน และพยายามลดช่องว่างทางดิจิทัลระหว่างประชาชนในชุมชนเมืองและชุมชนห่างไกล ที่เรียกว่า ช่องว่างดิจิทัล (digital divide) ดังนั้น การลดช่องว่างดิจิทัลของประเทศไทย จึงเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล

ในการขับเคลื่อนนโยบายฯ ดังกล่าว ไปสู่การเป็น Digital Thailand จำเป็นอย่างยิ่งที่นอกจากจะเร่งสร้างทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สร้างโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร และทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่สำคัญ เช่น คลาวด์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) ที่ทำให้ชีวิตที่สมาร์ท พร้อมก้าวสู่สังคมดิจิทัล และการบริการภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในประชาชนทุกกลุ่มวัยแล้ว ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างทักษะและความตระหนักรู้ถึงประโยชน์และโทษ ตลอดจนการใช้งานอย่างสร้างสรรค์ และรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือนสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2557 พบว่าประชากรอายุ 6 ปี ขึ้นไป ประมาณ 62.3 ล้านคน มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 23.8 ล้านคน หรือ ร้อยละ 38.2 ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 21.7 ล้านคน หรือ ร้อยละ 34.9 และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 48.1 ล้านคน หรือ ร้อยละ 77.2 โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  และจากรายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2558 โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีการใช้อินเทอร์เน็ต(จำนวนชั่วโมงการใช้ต่อสัปดาห์) เพิ่มสูงขึ้นในทุกช่วงระยะเวลาการใช้งานเมื่อเทียบกับผลการสำรวจในปี 2557  นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการใช้สมาร์ทโฟนสูงสุดกว่าร้อยละ 80 โดยมีจำนวนชั่วโมงการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 5.7 ชั่วโมงต่อวัน และกิจกรรมที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตฯ ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่อันดับ 1 คือการใช้ในการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) เช่น Facebook, Instagram, Line เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 82.7 ในขณะที่กิจกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตฯ ผ่านคอมพิวเตอร์ คือ ใช้ในการสืบค้นข้อมูลเป็นอันดับ 2 ร้อยละ 62.2 และ ใช้ในการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) เป็นอันดับ 3 ร้อยละ 45.3  ในขณะที่สถิติต่างๆ ข้างต้น ได้เพิ่มสูงขึ้น สถิติทางด้านภัยออนไลน์ก็ได้เพิ่มสูงขึ้นทุกปีเช่นกัน ซึ่งจากสถิติภัยคุกคามที่แจ้งเข้ามายัง ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หรือ "ไทยเซิร์ต" ปี 2558 มีภัยคุกคามไซเบอร์ที่แจ้งเข้ามาทั้งสิ้น 4,371 ราย สูงกว่าปีก่อนๆ หลายเท่าตัว โดยเมื่อปี 2555 มีสถิติภัยคุกคามเพียง 792 ราย ปี 2556 มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,745 ราย และในปี 2557 มีจำนวนมากถึง 4,007 ราย โดยส่วนใหญ่จะเป็นการปล่อยไวรัส สปายแวร์ โทรจัน รองลงมาเป็นการฉ้อโกง/หลอกลวง และการเจาะระบบ

นอกจากภัยที่มากับการใช้อินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์แล้ว ยังมีสิ่งที่ควรตระหนักถึงและน่าเป็นห่วงอย่างมากคือการรับรู้ข้อมูลที่มากเกินไป ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ตลอดจนการได้รับการกระตุ้นให้เกิดความสนใจและต้องการข่าวใหม่ หรือการนำเสนอเรื่องราวหรือกระแสสังคมใหม่ บนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ได้รับความสนใจ ทำให้เกิดการรับข้อมูล โดยขาดการกลั่นกรองแหล่งที่มาและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งปันเนื้อหาที่เป็นข่าวลือ ประเด็นที่เป็นกระแส หรือนำเสนอเหตุการณ์ในอดีตโดยเสริมความคิดเห็นของตนเองเพื่อทำให้เป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในยุคดิจิทัล ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายได้ในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวลือที่นำมาซึ่งความเกลียดชังและสร้างความแตกแยกในสังคม โดยขาดจิตสำนึกรับผิดชอบ

สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตระหนักถึงปัญหาข้างต้น และความจำเป็นในการเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้แก่ประชาชน ให้สามารถเข้าถึง เรียนรู้ และได้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ มีคุณธรรม จริยธรรม และตระหนักถึงผลกระทบต่อสังคม จึงเห็นควรดำเนินกิจกรรมศึกษากรอบแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลเบื้องต้น (Digital Literacy) สำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัยที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้ดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อใช้ในการส่งเสริมความรู้และพัฒนาทักษะทางดิจิทัลแก่ประชาชน ทั้ง เด็ก เยาวชนในและนอกระบบการศึกษา ครู ผู้ปกครอง วัยแรงงาน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ  เพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัล สร้างโอกาสและความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวัน การอาชีพ และเตรียมพร้อมสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัลในอนาคตอย่างสมบูรณ์แบบต่อไป

วิธีการฝึกอบรม

ภาคทฤษฏี โดยวิธีการบรรยาย การระดมความคิดและกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ การนำองค์ความรู้ไปขยายผล ตามหลักสูตรพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลเบื้องต้น (Digital Literacy Curriculum) ประกอบด้วยเนื้อหาแกน (The Core Curriculum) ดังต่อไปนี้

  1. สิทธิและความรับผิดชอบ

  2. การเข้าถึงสื่อดิจิทัล

  3. การสื่อสารยุคดิจิทัล

  4. ความปลอดภัยยุคดิจิทัล

  5. ความเข้าใจสื่อดิจิทัล

  6. มารยานในสังคมดิจิทัล

  7. สุขภาพดียุคดิจิทัล

  8. ดิจิทัลคอมเมิร์ซ

  9. กฎหมายดิจิทัล


ภาคปฏิบัติ โดยวิธีการนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้กลุ่มเป้าหมาย ได้เรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัลเบื้องต้น (Digital Literacy) เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ในการสอน จำนวน 100 คน โดยทำการจัดการเรียนการสอน จำนวนไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง

สพม.29 แจ้งให้โรงเรียนบันทึกข้อมูลในระบบ EMIS

โพสต์29 พ.ค. 2559 20:39โดยอนุรักษ์ ลาวิลาศ

สพม.29 แจ้งให้โรงเรียนบันทึกข้อมูลในระบบ EMIS

   http://data.bopp-obec.info/emis/index.php  ตั้งแต่วันที่ 10-30 มิถุนายน 2558 กำหนดการให้ดำเนินการ 4 รายการ ได้แก่
   ตามที่โรงเรียนได้รับแจ้งให้ดำเนินการกรอกกข้อมูลในเว็บ 
   1. ข้อมูลพื้นฐานโรงเรียน  ได้ดำเนินแก้ไขปรับปรุงข้อมูลบางส่วนแล้วแต่ยังไม่ครบทุกรายการ
    2. ข้อมูลและบุคลากร  
    3. ข้อมูลการศึกษาเพื่อปวงชน  EFA 
    4. ข้อมูลเทคโนโลยี ได้ดำเนินการแล้ว

ชื่อเว็บ  โรงเรียนอำนาจเจริญ  http://data.bopp-obec.info/web/?School_ID=1037750262

สร้างเว็บด้วยกลูเกิ้ลไซต์

โพสต์30 พ.ย. 2558 18:18โดยอนุรักษ์ ลาวิลาศ

Google Sites คือเว็บไซต์ของ Google ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ฟรี ซึ่งเราสามารถสร้างเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย   โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งลักษณะของเว็บไซต์ได้ตามความต้องการ สามารถรวบรวมความหลากหลายของข้อมูลไว้ในที่เดียวได้ เช่น วิดีโอ ปฏิทินการนําเสนอเอกสารหรือสิ่งที่แนบ และข้อความ รวมไปถึงความสามารถในการกําหนดความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์ด้วย

  1. หลังจากที่ได้ทำการสมัคร Google Apps เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้สามารถใช้งาน Google Sites ได้ทันที

  2. กดปุ่ม Create ทำการเลือก Template แล้วกำหนดชื่อ Site


     
  3. ปรากฎ Template ที่ได้เลือก


     
  4. กดปุ่ม New Page เพื่อสร้างหน้าข้อมูลเว็บไซด์

  5. กำหนดชื่อ Page ที่ต้องการ แล้วกดปุ่ม Create


     
  6. ทำการกรอกข้อมูลที่ต้องการนำเสนอ

เว็บแนะนำตนเอง อย่างน้อย 5 หน้า

1.หน้าแรกทักทาย/ข่าวประชาสัมพันธ์

2.ประวัติทั่วไป

3.ผลงานรางวัลต่าง ๆ ถ้วย ทุน ฯลฯ

4.ภาพกิจกรรมที่ตัวเองทำ

5.สิ่งที่โปรด

6.อื่น ๆ

นักเรียนที่ทำงานเสร็จแล้วให้ส่งงานที่นี่

ส่งงาน

โปรแกรมระบบ smss

โพสต์8 ต.ค. 2558 22:40โดยอนุรักษ์ ลาวิลาศ   [ อัปเดต 16 ต.ค. 2558 20:15 ]

โปรแกรมระบบสนับสนุนการบริหารจัดการสถานศึกษา (School Management Support System:SMSS)


ระบบสนับสนุนการบริหารจัดการสถานศึกษา 15 ระบบเป็นระบบ All in one เข้าระบบ (Log in) ครั้งเดียวใช้ได้ทุกระบบ ตามสิทธิ์ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ดูแลระบบ โรงเรียนต่างๆ สามารถเลือกใช้ตามความพร้อม หรือเปิดใช้ทุกระบบ อันจะเป็นการช่วยพัฒนาระบบสารสนเทศ ภายในสถานศึกษา ให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูง รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และสามารถใช้ได้ทั้งในระบบ Offline/Online 
1. ระบบการมาเรียน 
2. ระบบการเข้าชั้นเรียน 
3. ระบบออมทรัพย์ 
4. ระบบงานการเงินและบัญชี 
5. ระบบตรวจสุขภาพนักเรียน 
6. ระบบข้อมูลพื้นฐานนักเรียน 
7. ระบบข้อมูลพื้นฐานครูและบุคลากร 
8. ระบบงานแผนงาน 
9. ระบบมาตรฐานการศึกษา 
10. ระบบการแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ 
11. ระบบการจองห้อง 
12. ระบบไปรษณีย์(คล้ายระบบเมล์ภายในองค์กร) 
13. ระบบการมาปฏิบัติราชการ 
14. ระบบการลา 
15. ระบบการขออนุญาตไปราชการ 

อนึ่งเนื่องจากเป็นโปรแกรมในลักษณะ Opensources โรงเรียนสามารถปรับแต่ง หรือพัฒนาโมดูลต่างๆ เพิ่มเติมได้ ประกอบกับทาง กพร.สพฐ ด้วยทีมพัฒนาโปรแกรม หากมีการพัฒนาหรือปรับปรุงจะมีการส่งรุ่น อัดเดทดังกล่าวให้กับโรงเรียนต่างๆ ที่ลงทะเบียนไว้ในระบบด้วย ฟรี

ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์

โพสต์29 ก.ย. 2558 05:58โดยอนุรักษ์ ลาวิลาศ   [ อัปเดต 16 ต.ค. 2558 20:16 ]

ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เป็นผลมาจากการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือในการคำนวณซึ่งมีวิวัฒนาการนานมาแล้ว เริ่มจากเครื่องมือในการคำนวณเครื่องแรกคือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้างขึ้นในประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2376 นักคณิตศาสต์ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคำนวณค่าของตรีโกณมิติ ฟังก์ชั่นต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทำงานของเครื่องนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนคำนวณ และส่วนควบคุม ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำหมุนฟันเฟือง มีข้อมูลอยู่ในบัตรเจาะรู คำนวณได้โดยอัตโนมัติ และเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ก่อนจะพิมพ์ออกมาทางกระดาษ

หลักการของแบบเบจนี้เองที่ได้นำมาพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ เราจึงยกย่องให้แบบเบจเป็น บิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ได้มีผู้ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมามากมายหลายขนาด ทำให้เป็นการเริ่มยุคของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง โดยสามารถจัดแบ่งคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 5 ยุค

ยุคที่หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501
ยุคที่สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506
ยุคที่สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512
ยุคที่สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532
ยุคที่ห้า (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน
ยุคที่หนึ่ง (First Generation Computer) พ.ศ. 2489-2501

เป็นการประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มิใช่เครื่องคำนวณ โดยเมาช์ลีและเอ็กเคอร์ต (Mauchly and Eckert) ได้นำแนวความคิดนั้นมาประดิษฐ์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากเครื่องหนึ่งเรียกว่า ENIAC (Electronic Numericial Integrator and Calculator) ซึ่งต่อมาได้ทำการปรับปรุงการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และได้ประดิษฐ์เครื่อง UNIVAC (Universal Automatic Computer) ขึ้นเพื่อใช้ในการสำรวจสำมะโนประชากรประจำปี





จึงนับได้ว่า UNIVAC เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่ถูกใช้งานในเชิงธุรกิจ ซึ่งนับเป็นการเริ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคแรกอย่างแท้จริง เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ใช้หลอดสุญญากาศในการควบคุมการทำงานของเครื่อง ซึ่งทำงานได้อย่างรวดเร็ว แต่มีขนาดใหญ่มากและราคาแพง ยุคแรกของคอมพิวเตอร์สิ้นสุดเมื่อมีผู้ประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์มาใช้แทนหลอดสูญญากาศ

ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 
ใช้อุปกรณ์ หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) เป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก และเกิดความร้อนสูง 
ทำงานด้วยภาษาเครื่อง (Machine Language) เท่านั้น 
เริ่มมีการพัฒนาภาษาสัญลักษณ์ (Assembly / Symbolic Language) ขึ้นใช้งาน 

ยุคที่สอง (Second Generation Computer) พ.ศ. 2502-2506

มีการนำทรานซิสเตอร์ มาใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์จึงทำให้เครื่องมีขนาดเล็กลง และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในยุคนี้ยังได้มีการคิดภาษาเพื่อใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เช่น ภาษาฟอร์แทน (FORTRAN) จึงทำให้ง่ายต่อการเขียนโปรแกรมสำหรับใช้กับเครื่อง





ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 
ใช้อุปกรณ์ ทรานซิสเตอร์ (Transistor) ซึ่งสร้างจากสารกึ่งตัวนำ (Semi-Conductor) เป็นอุปกรณ์หลัก แทนหลอดสุญญากาศ เนื่องจากทรานซิสเตอร์เพียงตัวเดียว มีประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่าหลอดสุญญากาศได้นับร้อยหลอด ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดเล็ก ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย ความร้อนต่ำ ทำงานเร็ว และได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น 
เก็บข้อมูลได้ โดยใช้ส่วนความจำวงแหวนแม่เหล็ก (Magnetic Core) 
มีความเร็วในการประมวลผลในหนึ่งคำสั่ง ประมาณหนึ่งในพันของวินาที (Millisecond : mS) 
สั่งงานได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากทำงานด้วยภาษาสัญลักษณ์ (Assembly Language) 
เริ่มพัฒนาภาษาระดับสูง (High Level Language) ขึ้นใช้งานในยุคนี้ 


ยุคที่สาม (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507-2512


คอมพิวเตอร์ในยุคนี้เริ่มต้นภายหลังจากการใช้ทรานซิสเตอร์ได้เพียง 5 ปี เนื่องจากได้มีการประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับวงจรรวม (Integrated-Circuit) หรือเรียกกันย่อๆ ว่า "ไอซี" (IC) ซึ่งไอซีนี้ทำให้ส่วนประกอบและวงจรต่างๆ สามารถวางลงได้บนแผ่นชิป (chip) เล็กๆ เพียงแผ่นเดียว จึงมีการนำเอาแผ่นชิปมาใช้แทนทรานซิสเตอร์ทำให้ประหยัดเนื้อที่ได้มาก 





นอกจากนี้ยังเริ่มมีการใช้งานระบบจัดการฐานข้อมูล (Data Base Management Systems : DBMS) และมีการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้หลายๆ งานในเวลาเดียวกัน และมีระบบที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับเครื่องได้หลายๆ คน พร้อมๆ กัน (Time Sharing)


ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 
ใช้อุปกรณ์ วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) หรือ ไอซี และวงจรรวมสเกลขนาดใหญ่ (Large Scale Integration : LSI) เป็นอุปกรณ์หลัก 
ความเร็วในการประมวลผลในหนึ่งคำสั่ง ประมาณหนึ่งในล้านของวินาที (Microsecond : mS) (สูงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 1 ประมาณ 1,000 เท่า) 
ทำงานได้ด้วยภาษาระดับสูงทั่วไป 


ยุคที่สี่ (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513-2532


เป็นยุคที่นำสารกึ่งตัวนำมาสร้างเป็นวงจรรวมความจุสูงมาก (Very Large Scale Integrated : VLSI) ซึ่งสามารถย่อส่วนไอซีธรรมดาหลายๆ วงจรเข้ามาในวงจรเดียวกัน และมีการประดิษฐ์ ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor) ขึ้น ทำให้เครื่องมีขนาดเล็ก ราคาถูกลง และมีความสามารถในการทำงานสูงและรวดเร็วมาก จึงทำให้มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) ถือกำเนิดขึ้นมาในยุคนี้





ลักษณะเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคที่ 4 
ใช้อุปกรณ์ วงจรรวมสเกลขนาดใหญ่ (Large Scale Integration : LSI) และ วงจรรวมสเกลขนาดใหญ่มาก (Very Large Scale Integration : VLSI) เป็นอุปกรณ์หลัก 
มีความเร็วในการประมวลผลแต่ละคำสั่ง ประมาณหนึ่งในพันล้านวินาที (Nanosecond : nS) และพัฒนาต่อมาจนมีความเร็วในการประมวลผลแต่ละคำสั่ง ประมาณหนึ่งในล้านล้านของวินาที (Picosecond : pS) 


ยุคที่ห้า (Fifth Generation Computer) พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน


ในยุคนี้ ได้มุ่งเน้นการพัฒนา ความสามารถในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ และ ความสะดวกสบายในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างชัดเจน มีการพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาขนาดเล็กขนาดเล็ก (Portable Computer) ขึ้นใช้งานในยุคนี้


โครงการพัฒนาอุปกรณ์ VLSI ให้ใช้งานง่าย และมีความสามารถสูงขึ้น รวมทั้งโครงการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เป็นหัวใจของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ โดยหวังให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความรู้ สามารถวิเคราะห์ปัญหาด้วยเหตุผล


องค์ประกอบของระบบปัญญาประดิษฐ์ ประกอบด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่


1. ระบบหุ่นยนต์ หรือแขนกล (Robotics or Robotarm System)


คือหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ที่ควบคุมการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ มีจุดประสงค์เพื่อให้ทำงานแทนมนุษย์ในงานที่ต้องการความเร็ว หรือเสี่ยงอันตราย เช่น แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม หรือหุ่นยนต์กู้ระเบิด เป็นต้น





2. ระบบประมวลภาษาพูด (Natural Language Processing System) 


คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถสังเคราะห์เสียงที่มีอยู่ในธรรมชาติ (Synthesize) เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ เช่น เครื่องคิดเลขพูดได้ (Talking Calculator) หรือนาฬิกาปลุกพูดได้ (Talking Clock) เป็นต้น





3. การรู้จำเสียงพูด (Speech Recognition System) 


คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์ และสามารถจดจำคำพูดของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือเป็นการพัฒนาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ด้วยภาษาพูด เช่น งานระบบรักษาความปลอดภัย งานพิมพ์เอกสารสำหรับผู้พิการ เป็นต้น


4. ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) 


คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความรู้ รู้จักใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา โดยใช้ความรู้ที่มี หรือจากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหนึ่ง ไปแก้ไขปัญหาอื่นอย่างมีเหตุผล ระบบนี้จำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูล (Database) ซึ่งมนุษย์ผู้มีความรู้ความสามารถเป็นผู้กำหนดองค์ความรู้ไว้ในฐานข้อมูลดังกล่าว เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ได้จากฐานความรู้นั้น เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์วิเคราะห์โรค หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ทำนายโชคชะตา เป็นต้น

แนะนำการใช้งาน Google Form

โพสต์29 เม.ย. 2558 07:02โดยอนุรักษ์ ลาวิลาศ   [ อัปเดต 29 ก.ย. 2558 06:20 ]

วันนี้นั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี สุดท้ายก็ตัดสินใจเขียนเรื่องการใช้งาน Google Form ที่ผมพยายามเลี่ยงมาหลายที เพราะตั้งแต่เค้าอัพเดทรูปแบบของฟอร์ม ก็ไม่ได้ลองใช้งานซะที ก็เลยไม่มั่นใจที่จะเขียนน่ะนะครับ แต่คิดว่ามันน่าจะเป็น Apps ที่เป็นประโยชน์กับหลายๆ ท่าน ที่อยากจะใช้งานแต่ยังงงๆ จนไปไม่ถูก มาไม่ได้ ดังนั้นวันนี้จะขอมานั่งเขียนวิธีการใช้งานให้อ่านกันครับ
ก่อนอื่นมารู้จัก Google Form กันก่อนครับ Google Form ก็เป็น Apps ในกลุ่มของ Google Drive หรือ Google Document ซึ่งให้เราสามารถสร้างแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น แบบประเมิน แบบสอบถาม ใบสมัครงาน ฟอร์มอะไรก็ได้ที่อยากใช้ในการเก็บข้อมูล หรือ แม้แต่ทำเป็นแบบทดสอบ ก็ได้ครับ (อันหลังสุดนี่ ต้องเพิ่ม Add-on เพื่อใช้ในการตรวจข้อสอบนะครับ) ทั้งหมดที่ว่ามา เราสามารถใช้ Google Form ในการสร้างส่วนรับข้อมูลเอาไว้ใช้งานได้เลย แถมยังให้เราใช้งานแบบฟรีๆ อีกด้วย (ก็เก็บข้อมูลได้ฟรี 15GB สำหรับ Gmail และ 30 GB สำหรับ กลุ่ม Google apps for Education ครับ) 

คราวนี้เรามาดูขั้นตอนการใช้งาน Google Form กันครับ เริ่มต้น เราก็ต้องเข้าไปที่หน้า Google Drive ก่อนครับ โดยจะใช้วิธีพิมพ์ URL ว่า drive.google.com แล้วกด Enter ก็ได้ หรือ จะเข้าผ่านหน้าของ Gmail  แล้วคลิ๊กที่ไอคอนมุมบนขวามือ แล้วเลือกรูปของ Apps ของ Google Drive ก็ได้ครับ (ตามรูปเลย) 
 
จากนั้นเราก็จะเข้าสู่หน้าจอของ Google Drive ของเรา (หากยังไม่ Login ระบบก็จะให้ Login ก่อนนะครับ หากใครยังไม่ได้สมัคร ก็สามารถสมัครได้เลย) 
 
คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนการเรียกใช้ Form แล้วครับ ในหน้า Google Drive ก็คลิ๊กที่ปุ่ม Create หรือ สร้าง ในภาษาไทย แล้วเลือก Form ครับ 
 
ในการสร้างฟอร์มครั้งแรก ระบบก็จะโหลดหน้ากำหนดชื่อ และรุปแบบของฟอร์มออกมาให้เรากำหนดและเลือกก่อน เราก็ใส่ชื่อฟอร์มลงไปครับ จะภาษาไทย หรือ อังกฤษก็ได้ตามใจชอบเลย จากนั้นก็เลือกรุปแบบของฟอร์มตามใจชอบครับ (ถ้าไม่เลือกระบบก็จะเลือกเป็น Default ให้ครับ) จากนั้นกดปุ่ม OK เพื่อสร้างฟอร์ม 
 
จากนั้นระบบก็จะเปิดหน้าฟอร์มออกมาให้ โดยในเวอร์ชันใหม่นี้ Google Form จะมีหน้าตาคล้ายๆ Google Doc. มากขึ้น โดยจะมีส่วนประกอบสำคัญๆ ดังภาพครับ 
 
ในกรณีที่เราใช้งาน Google Form ผ่าน Google apps for education หรือ MFU mail ในส่วนของ Google form จะมีตัวเลือกในการกำหนด form setting เพิ่มเติม ดังภาพ 
 
เมนูแรก Require MFU login to view this form คือ กำหนดว่า ต้อง Login ด้วย User ของ MFU mail ก่อน จึงจะเข้าใช้งานได้ แต่ถ้าต้องการให้เป็นแบบสาธารณะ ใครๆ ก็กรอกได้ ก็ไม่ต้องเลือกครับ 
เมนูที่ 2  Automatically collect respondent's Mae Fah Luang University username หมายถึง กำหนดให้เก็บชื่อผู้กรอกข้อมูลโดยอัตโนมัติ (ต้องใช้ร่วมกับตัวเลือกแรก) ตัวเลือกนี้เหมาะในกรณีต้องการเช็คว่ามีใครกรอกข้อมูลบ้าง เช่น เป็นแบบฟอร์มการบ้าน ข้อสอบเด็ก เป็นต้น 
เมนูที่ 3 Show progress bar at the bottom of form pages ใช้กำหนดให้แสดง Status ขณะที่ผู้ใช้งานกำลังกรอกแบบฟอร์ม (ตัวเลือกนี้ จะเหมือนกับกรณีเราใช้งานฟอร์มบน Gmail ครับ) 
คราวนี้มารู้จักเครื่องมือในแถบเมนูกันครับ ว่าแต่ละอันเอาไว้ทำอะไร (ตอนแรกว่าจะสร้างฟอร์มให้ดูเลย แต่คิดว่า อธิบายเมนูก่อนดีกว่าเนาะ)
อันแรกครับ เมนู File ก็เหมือนโปรแกรมทั่วไปครับ โดยของ Google Form จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังภาพ 
 
ส่วนแรกจะมี 2 เมนู คือ Add collaborators ซึ่งใช้ในการเพิ่มคนที่ทำงานร่วมกับเรา เช่น คนแก้ไขฟอร์ม คนดูผลหรือข้อมูลของฟอร์ม จะคล้ายๆ กับเมนู Share ของ Google Drive นั่นแหละ เราอาจแยกได้ว่า คนสร้างและแก้ไข กับคนที่มาดูผลของฟอร์ม (เช่น หัวหน้าของเรา เป็นต้น) อีกเมนูก็คือ Send Form ตรงนี้จะไม่เหมือนการแชร์มากนัก เพราะจเป็นการส่งหน้าฟอร์มไปให้คนที่เราต้องการให้กรอกข้อมูลลงในฟอร์ม เช่น นักศึกษา ผู้ใช้บริการ หรือ ลูกค้าของเรา เป็นต้น แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าผู้ใช้บริการมีใครบ้าง เราก็สามารถเอา link ไปเผยแพร่บนเว็บกลางได้ครับ 
ส่วนที่ 2 จะเป็นเมนูฟอร์มทั่วไปคือ ใช้สร้างไฟล์ใหม่ เปิดไฟล์เก่า แก้ไขชื่อ สร้างสำเนา และก็ย้ายที่เก็บ 
ส่วนที่ 3 เมนู Download จะใช้ในการ Download ข้อมูลในรูป csv file (น่าจะใช้ในกรณีที่เรากำหนดให้เก็บข้อมูลลงใน Form โดยตรง ไม่เก็บในไฟล์ Spreadsheet น่ะนะครับ) เมนู Embed จะเป็นการสร้าง Codeสำหรับนำหน้าฟอร์ม ไปแปะในหน้าเว็บ และเมนู Email  collaborators จะเป็นการส่งเมลลื ถึงผู้ที่ทำงานร่วมกับเรา เช่น รายงานความคืบหน้า หรือ อะไรก็ว่าไปครับ 
และอันสุดท้าย ที่ผมไม่ได้จัดกลุ่ม ก็คือ Print เอาไว้สำหรับ พิมพ์หน้าฟอร์ม เฉยๆ นะครับ 
ทั้งนี้ ผมขอข้ามเมนู Edit ไปนะครับ เพราะมันไม่มีอะไร
เมนูถัดมา View จะใช้สำหรับการแสดงผลของหน้าฟอร์ม ว่าฟอร์มที่เราออกแบบหน้าตาเป็นอย่างไร (Live Form) และในเมนู Select Theme ก็ใช้ในการเลือก Template ของ ฟอร์ม ส่วนอีกสองเมนู จะใช้ในการกำหนดหน้าแสดงผลตอนสร้างฟอร์มครับ  
 
มาถึงเมนูสำคัญ ของการสร้างฟอร์ม จะเป็นเมนูในการ Insert เครื่องมือ หรือ รุปแบบในการกรอกข้อมูล ในภาษาสร้างเว็บ จะเรียกว่า Object น่ะนะครับ ซึ่งจะมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ ตามลักษณะข้อมูลที่เราต้องการให้ผู้ใช้งานกรอก (ขึ้นกับแบบฟอร์มที่เราจะทำนั่นแหละครับ) 
 
เรามาดูกันครับว่า แต่ละแบบมีหน้าตายังไง และตอนใช้งาน มันจะหน้าตาแบบไหน เพราะบอกชื่อไปผมว่าคนที่ไม่เคยเขียนเว็บมาก่อน ก็คงมองภาพไม่ออกว่าจะใช้ยังไง  
เริ่มจาก  
Text                                        


ใช้สำหรับกรอกข้อความที่เป็นตัวอักษร ตัวเลข ที่มีความยาวไม่มาก เช่น ชื่อ, นามสกุล, เบอร์โทร., Email ประมาณนั้น ตามภาพด้านล่าง เราก็ต้องกรอก Question จะเป็นลักษณะ คำถาม หรือ คำสั่ง เช่น อยากให้ช่องนี้เก็บข้อมูล ชื่อ - นามสกุล ก็เขียนว่า ชื่อ - นามสกุล แล้วเพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจ ก็ กรอกรายละเอียดในช่อง Help ว่าใ้ห้กรอกชื่อ และนามสกุล ก็ได้ 
ในช่อง Data Validation จะใช้ในกรณีที่เราอยากจะให้ระบบตรวจสอบการกรอกข้อมูล ที่ผู้ใช้งานกรอก ก็ทำได้ เช่น ตามตัวอย่าง เราให้ระบุชื่อ โดยทั่วไป ชื่อ ไม่ควรมีตัวเลข ก็ระบุว่า ให้ข้อมูลมีแค่ Text เท่านั้น จากนั้นในช่องสุดท้ายให้ใส่ข้อความ หากมีการกรอกที่ผิดจากเงื่อนไข ซึ่งเมื่อนำไปใช้งาน หากผู้ใช้งานกรอกผิด ระบบก็จะแสดงข้อความแจ้งเตือน ดังภาพด้านล่าง 
หากข้อมูลนี้จำเป็นต้องกรอก ก็เลือก Required Question ระบบก็จะบังคับให้ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลในช่องนี้เสมอ 
เมื่อตั้งค่าแล้ว จะ Save เพื่อสร้างข้อมูลถัดไปก็ กด Done ครับ 
ปุ่ม 3 ปุ่ม ที่มุมขวา จะใช้ในกรณีที่เราสร้างฟิล์ดข้อมูลไปแล้ว อยากจะแก้ไข ก็คลิ๊กที่รูปดินสอ เพื่อแก้ไขข้อมูล หรือกหากเป็นรายการรุปแบบเดียวกัน ขี้เกียจสร้างใหม่ ก็สั่ง Copy ก็ได้ครับ แล้วค่อยแก้ไขรายละเอียดก็ได้  
 
Paragraph Text 
ก็คล้ายกับ Text แต่จะใช้เก็บข้อมูลที่ยาวขึ้น สามารถเก็บแบบหลายๆ บรรทัด เช่น ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ อะไรทำนองนี้ โดยจากภาพจะเห็นว่า มีหน้าตาคล้ายๆ หรณีที่เราใช้ Text แต่ต่างกันเล็กน้อย และในช่อง Validate ก็จะใช้เงื่อนไขที่ต่างกัน (ไปศึกษากันอีกทีนะครับ) 
 
หน้าตาเมื่อเราสร้างเป็นฟอร์ม ก็จะประมาณนี้ครับ 
 
Multiple Choice 
จะใช้ในกรณีที่เราต้องการเก็บข้อมูล แบบสร้างตัวเลือกให้ผู้กรอกเลือกตอบ เช่นเพศ, วุฒิการศึกษา, เงินเดือน เป็นต้น หรือ อาจใช้สร้างเป็นข้อสอบก็ได้ โดย Multiple choice จะเลือกตอบได้เพียงอย่างเดียว (ก็เลยสามารถประยุคใช้เป็นข้อสอบได้)  
จากภาพ จะมีเมนู Other จะใช้ในกรณีที่เราอยากเผื่อตัวเลือกให้ผู้กรอก ระบุเองในกรณีที่ตัวเลือกที่มี ไม่ตรงความต้องการ เช่น ให้ระบุสีที่ชอบ แต่เราสร้างตัวเลือกให้แค่ 3 สี ก็เลยเผื่ออีกช่องให้กรอกเอง กรณีที่ผู้กรอกชอบสีอื่นน่ะนะครับ 
 
ในหน้าฟอร์ม ก็จะเป็นแบบนี้ 
 
Check boxes 
ตัวนี้จะคล้าย Multiple Choice ครับ แต่จะสามารถเลือกได้มากกว่า 1 ตัวเลือก เหมาะสำหรับคำถาม หรือ ข้อมูลที่สามารถตอบได้มากกว่า 1 คำตอบ และเรายังสามารถกำหนดเงื่อนไขเพิ่มได้อีกว่า จะให้ตอบ อย่างน้อยกี่ตัวเลือก หรือ ตอบได้ไม่เกินกี่ตัวเลือก ก็ได้ โดยระบุเงื่อนไข ในช่อง Question validation ครับ 
 
ในหน้าฟอร์ม ก็จะแสดง Error หากเรากำหนดเงื่อนไขไว้ ดังภาพ ฟอร์มระบุว่าให้เลือกอย่างน้อย 2 ตัวเลือก หากเรายังกรอกไม่ครบ ระบบก็จะแสดงข้อความที่กำหนดไว้ 
 
Choose from a list 
ตัวนี้ก็จะคล้ายๆ Multiple Choice ครับ เลือกได้เพียง 1 ข้อแต่ จะแสดงผลในแบบ Dropdown list เหมาะสำหรับ คำถามที่มีตัวเลือกเยอะมาก (ถ้าใช้ Multiple Choice แล้ว หน้าฟอร์มอาจดูรกเกินไป ไม่สวยงาม หรือกรอกยาก) การใช้งาน ก็เหมือนกันครับ ต่างกันแค่ ตอนแสดงผล 
 
แต่ตอนแสดงผลจะเป็นแบบนี้ 
 
หากสังเกตุคำถามแบบ Multiple Choice และ Choose from a list มันจะมีตัวเลือกอีกอันที่เหมือนกัน แต่ผมยังไม่ได้พูดถึง นั่นก็คือ ตัวเลือก Go to page base on answers ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ เราอยากกำหนดให้มีการแยกผู้ตอบแบบสอบถามออกเป็นกลุ่มๆ เช่น ถามว่า ท่านสูบบุหรี่ หรือไม่ ถ้าตอบว่าสูบ ให้ไปตอบข้อที่ 4-10 ถ้าไม่สูบ ให้ตอบข้อ 11-15 แบบนี้เป็นต้น (ทั้งนี้ เราต้องสร้างหน้าเพิ่ม เื่อใช้เก็บคำถามเป็นส่วนๆ ไว้ก่อนนะครับ เช่น เอาข้อ 4-10 ไปว้ที่หน้า 2 ส่วน 11-15 ไปไว้ที่หน้า 3 เป็นต้น.... แล้วก็กำหนดให้ฟอร์มเลือ่นหน้าตามที่กำหนด) ....การสร้างหน้า ผมจะอธิบายในตอนท้ายนะครับ 
 
ในส่วนของการตั้งคำถาม หรือ แบบสอบถามที่ต้องการเฉพาะข้อมูล ก็จบแล้วนะครับ แต่มันยังเหลือตัวเลือกอีกนิดหน่อย มันเอาไว้ทำอะไร มาดูกันครับ  
ในแบบสอบถาม จำพวกขอความคิดเห็น เช่นสอบถามระดับความพึงพอใจในการใช้บริการด้านต่างๆ ดังตัวอย่าง 
 
 
โดยตัวเลือกแบบนี้ Google มีให้เราเลือกใช้งาน 2 แบบ ดังภาพ 
 
แบบแรกคือ 

Scale 
ตัวเลือกนี้ จะเก็บข้อมูลเป็นตัวเลข (ค่าของ Scale เช่น 1 - 5 ถ้าผู้ใช้เลือก 4 ค่าที่เก็บก็จะเป็น 4) เหมาะสำหรับใช้กับแบบสอบถามที่ต้องมี ระดับความพึงพอใจที่ไม่เท่ากัน เช่น 
 
หรืออาจใช้ในกลุ่มแบบสองถาม แบบประเมิน ที่ มีคำถามในเรื่องระดับความพึงพอใจไม่เยอะ ก็จะสามารถใช้ตัวเลือกนี้ได้ครับ แต่จะไม่เหมาะ หากต้องใช้ตัวเลือกนี้ในกรณีที่เรามีหัวข้อในตอบเยอะมาก เพราะมันจะดูไม่สวยงาม  
 
ในการกำหนดค่า ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากครับ เพราะเราแค่ใส่คำถาม และระบุช่วงคะแนน จากนั้น ก็ใส่คำอธิบายคะแนนว่า คะแนนน้อยสุด คืออะไร และมากสุดคืออะไร เพื่อให้คนกรอกเข้าใจตรงกัน โดยค่าเริ่มต้นจะเป็น 0 หรือ 1 เท่านั้น ส่วนช่วง Scale จะเป็นได้ตั้งแต่ 2 จน ถึง 10 
 
ในกรณีที่ เราต้องการใส่คำถามเพื่อขอความเห็น หลายๆ คำถาม และมีระดับ Scale เท่าๆ กัน เช่น  
 
เราสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่ชื่อ 

Grid 
แทนได้ โดยการกำหนดค่าใน Option ของ Grid ก็จะเป็นดังรูป 
 
ผมแนบตัวอย่างของแบบสอบถาม ให้ดูด้วย จะได้เข้าใจรูปแบบของการใช้งานมากขึ้น ก็คือ ในช่อง Row จะใช้เป็นคำสั่งย่อย ของแบบประเมินแต่ละข้อ ในแบบประเมิน (หากไม่มีข้อย่อย ตรนี้ก็จะกลายเป็นข้อหลักครับ) ส่วน Column จะเป็นค่าที่เราจะให้ผู้ใช้ฟอร์มกรอก โดยอาจเก็บเป็นข้อความ หรือ ตัวเลขก็ได้ เช่น มาก ปานกลาง น้อย ... ระบบก็จะเก็บเป็นค่า มาก, ปานกลาง และ น้อย ตามค่าที่ส่งเข้ามา ซึ่งวิธีนี้จะไม่เหมาะ หากเราจะนำค่าการประเมินไปทำการประมวลผล ผมแนะนำให้ใช้ค่าใน Column เป็นตัวเลขแทนนะครับ  
เมื่อเราดูแบบฟอร์มในรูปแบบ Grid ในหน้าฟอร์ม ก็จะเป็นแบบนี้ครับ ซึ่งก็ดูน่าใช้งานทั้งสองแบบ 
 
แต่เมื่อเราไปดูข้อมูลที่ผู้ใช้กรอกไปแล้ว จะเป็นแบบนี้ครับ 
 
จะเห็นว่า ในการระบุค่า Column เป็นตัวอักษร ค่าที่ Form ทำการเก็บให้เราก็จะเป็นตัวอักษร ซึ่งจะยุ่งยาก ในกรณีที่เรา จะนำไปทำเป็นกราฟ หรือ ประมวลผล แต่หากเราเก็บเป็นตัวเลข ก็จะนำไปใช้ต่อได้ง่ายครับ 
ตัวสุดท้ายของเครื่องมือ ในการสร้างคำถาม หรือ คำสั่ง ก็คือ Date และ Time ซึ่งก็เอาไว้ใช้ในกรณีที่เราต้องการให้ผู้ใช้งาน กรอกเป็นวันที่ หรือ เวลา เช่น วันที่ต้องการเข้าใช้บริการ หรือ ช่วงเวลาที่จะมาใช้บริการ ก็ได้ครับ 
 
กรณีระบุเป็นเวลาก็จะเป็นประมาณนี้ครับ 
 
นอกจากนี้ เรายังสามารถใส่ข้อความ แยกเป็น Section หรือ แบ่งหน้าของฟอร์มของเราได้ด้วย (เนื้อหาข้างต้น ตอนอธิบายในส่วนของ Multiple choice ผมบอกว่าแบบฟอร์มสามารถแบ่งเป็นหลายๆ หน้าได้ ก็จะใช้ตัว Page Break นี่แหละครับ) นอกจากนี้ ยังสามารถแทรกรูปภาพ และ VDO ลงในฟอร์มได้ด้วย (จะเอาไว้ทำอะไรก็ตามสะดวกนะครับ เช่นอาจใส่ VDO แนะนำวิธีกรอกฟอร์มก็ได้ 
 
ก็หมดแล้วครับ สำหรับ เครื่องมือในการสร้างฟอร์ม ต่อไปก็จะเป็นเมนูสำหรับการจัดการข้อมูลของฟอร์มกันบ้าง โดยใน Google form จะเรียกว่า Responses ซึ่งจะมีด้วยกันหลายเมนู ตามภาพครับ 
 
ในวงเล็บท้ายชื่อเมนู Responses (ตามภาพ ก็เลข 7) จะหมายถึงจำนวนข้อมูลมูล หรือ Record ที่มีการกรอกผ่านฟอร์มของเราเข้ามา ในที่นี้ก็มี 7 ข้อมูล (ผมกรอกเล่นๆ ตอนเขียนบทความน่ะนะครับ) 
เมนูถัดมา Accepting Responses เป็นเมนูสำหรับเลือกว่า จะให้ฟอร์มของเรารับข้อมูล หรือไม่รับข้อมูล เมื่อเราคลิ๊กที่เมนู Accepting ...  ชื่อของเมนู ก็จะเปลี่ยนเป็น Not Accepting Responses และจมีข้อความเตือนดังภาพ .... เมนูนี้ ก็เอาไว้ใช้ในกรณีที่เราอยากจะหยุดรับข้อมูล เช่น เป็นฟอร์มรับสมัคร พอหมดเขตแล้ว เราก็อยากให้หยุดรับข้อมูล หรือ เป็นฟอร์มแบบประเมิน ปกติก็รับข้อมูลตลอด แต่ ณ ช่วงนึง อยากหยุดรับ เพื่อเก็บและรวบรวมข้อมูล ก็สั่งให้หยุดรับได้ พอจะรับข้อมูลต่อ ก็คลิ๊กที่ Not Accepting Responses อีกรอบ ตัวฟอร์ม ก็พร้อมจะรับข้อมูลต่อครับ 
 
เมนู Summary of Responses เมื่อคลฃิ๊กดูก็จะเห็นการสรุปข้อมูลของฟอร์ม ที่เปิดรับข้อมูลเข้ามา ถ้าชอบ ก็สามารถโหลดไปใช้ได้ครับ แต่ถ้าไม่ชอบ ก็สามารถสร้างใหม่ได้ 
 
เมนู Choose responses destination เป็นเมนูที่สำคัญมากครับ จะใช้สำหรับกำหนดที่เก็บข้อมูลของฟอร์ม ว่าจะเก็บไว้ที่ไหน (แต่เดิม จะเก็บค่าลงในไฟล์ Spreadsheet เท่านั้น) โดยจะมีตัวเลือกให้ 3 แบบ ก็คือ 
 
1. เก็บลงไฟล์ Spreadsheet ไฟล์ใหม่ (New spreadsheet) คือ เก็บข้อมูลลงในไฟลื Spreadsheet ไฟล์ใหม่ โดยต้องกำหนดชื่อลงในช่องด้านล่าง ถ้าไม่กำหนด ระบบก็จะใช้ชื่อตามชื่อฟอร์ม และตามด้วย (Responses) ดังในภาพ
2. เก็บลงในไฟล์ Spreadsheet ที่มีอยู่เดิม แต่ใช้การสร้าง Sheet ใหม่เพิ่มเข้ามารับข้อมูล (New sheet in an existing spreadsheet) ตัวเลือกนี้เหมาะสำหรับ กรณีที่หน่วยงานเรา อยากเก็บข้อมูลของแบบสอบถาม แบบประเมิน ไว้ในไฟล์ Spreadsheet ไฟล์เดียวกัน เพื่อสะดวกในการดึงข้อมูลไปใช้งาน ถ้าเลือกตัวนี้ ก็จะต้องทำการเลือกไฟล์ Spreadsheet ที่เรามีอยู่ โดยระบบจะสร้าง Sheet ใหม่ให้ อัตโนมัติ  
 
ทั้งนี้ ใน 2 กรณี แรก หากต้องการแก้ไขไฟล์ที่เก็บข้อมูล (เปลี่ยนไฟล์ ...) หรือ ยกเลิกการเชื่อมโยงไฟล์ Spreadsheet ได้ตลอดเวลาที่ต้องการครับ 
 
3. อันสุดท้าย Keep responses only in Forms ตัวเลือกนี้ ระบบจะเก็บข้อมูลลงในส่วนของฟอร์มโดยตรง ไม่ผ่านไฟลื Spreadsheet เหมาะสำหรับกรณีที่ เรามีความจำเป็นที่ต้องเก็บข้อมูลจำนวนมาก เกิน Limit ของไฟล์ Spreadsheet ที่จะเก็บได้ (ไฟล์ Spreadsheet สามารถเก็บได้ประมาณ 400,000 record  ต่อ Sheet หรือ 400,000 แถวนั่นแหละครับ (และไม่เกิน 256 column / Sheet)  หากต้องเก็บมากกว่านี้ ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้การเก็บข้อมูลลงบนฟอร์ม เมื่อจะใช้ข้อมูลก็สามารถ Download ไฟล์ CSV ไปใช้ได้ 
** ในกรณีที่เรามีการปรับเปลี่ยนที่เก็บข้อมูล เช่นเปลี่ยนไฟล์ Spreadsheet จากไฟล์นึง ไปอีกไฟล์นึง ข้อมูลที่เคยกรอกไปแล้วจะไม่หายไป แต่จะถูกโอนต่อไปยังไฟล์ใหม่ด้วย 
เมนู Get Pre-fill URL ไม่ค่อยแน่ใจนะครับว่าเอาไว้ทำอะไร แต่เข้าใจว่า น่าจะเป็นการสร้างหน้าตัวอย่างสำหรับกรอกแบบฟอร์ม ในกรณีที่แบบฟอร์มที่สร้าง อาจจะดูกรอกยาก หรือ เราอยากสื่อให้ผู้ใช้งาน เข้าใจวิธีและรูปแบบการกรอกแบบฟอร์ม เราสามารถที่จะสร้างหน้าฟอร์ม ที่กรอกแล้ว เพื่อให้ดูเป็นตัวอย่างได้ครับ  
วิธีการ เมื่อเราสร้างฟอร์มเสร็จแล้ว และต้องการสร้าง Pre-fill ก็ไปที่ Responses แล้วเลือก Get pre-fill url ซึ่งก็จะได้หน้าฟอร์มออกมา (คล้ายตอนสั่ง Live Form) แต่จะมีข้อความที่ส่วนบนของหน้า ดังภาพ 
 
เราก็กรอกแบบฟอร์มลงไป จะกรอกทั้งหมด หรือ เฉพาะส่วนที่อาจเกิดปัยหาในการกรอกก็ได้ จากนั้นกด Submit เพื่อสร้าง URL 
 
เมื่อกด Submit และระบบก็จะสร้าง Link มาให้ 1 อัน เราก็คัดลอกเพื่อนำไปใช้งาน อาจจะแทรกในหน้าเว็บ หรือ แทรกในฟอร์ม ก็ได้ครับ กรณี URL มันยาว ก็สามารถใช้บริการย่อ URL ได้ (มีหลายเว็บให้บริการนะครับ) 
เมื่อทำการคลิ๊กที่ Pre-Fill link ก็จะได้หน้าฟอร์ม ที่มีการกรอกข้อมูลไปแล้ว ดังรูป 
 
เมนู Delete all responses จะใช้ในกรณีต้องการลบข้อมูลที่มีการกรอกเข้ามาทั้งหมด ปกติ เราสามารถเข้าไปลบในไฟล์ Spreadsheet ได้ )ถ้าเก็บข้อมูลในไฟล์นะครับ) แต่หากต้องการีเซ็ตฟอร์ม ก็สามารถใช้เมนูนี้ได้เลย 
เมนูสุดท้าย จะพูดถึงนิดนึงนะครับ เพราะไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ ยังไม่เคยลองใช้งานจริงจัง เมนู Tool จะเป็นส่วนเสริม ในสำหรับโหลด Script เพื่อนำมาเสริมการทำงานของ Form อันนี้ตัวใครตัวมันนะครับ ไปศึกษากันเอาเอง 
 
ส่วน Toolbar ที่อยู่เหนือ Form นั้นก็เป็นเหมือนการเอาเมนูที่ใช้งานบ่อย มาวางให้เราใช้ได้สะดวกขึ้นนะครับ (ลองกดดูได้ครับ จะเหมือนการสั่งงานจากเมนูปกติ) 
 
สำหรับเครื่องมือ ที่เราเอาไว้ใช้สร้างฟอร์ม ก็หมดแล้วนะครับ คราวนี้มาดูขั้นตอนการใส่ Form field ลงในหน้าฟอร์มกันครับ
ในการจะสร้างฟอร์มใน Google form ก่อนอื่นเราก็ต้องมีรูปแบบของฟอร์มในใจของเราก่อน อาจจะคิดแบบสดๆ หรือ อาศัยแบบฟอร์มที่เป็นเอกสาร ที่มีในหน่วยงานก็ได้ครับ ก็สร้าง Field ข้อมูลตามแบบฟอร์มที่มี โดยต้องพยายามเลือกรูปแบบของคำถาม ให้เหมาะกับแบบสอบถามแต่ละข้อ เพื่อให้ง่ายต่อการกรอกข้อมูลน่ะนะครับ 
โดยอาจเริ่มจากการกรอกรายละเอียดในส่วนของ ชื่อฟอร์ม และใส่คำอธิบายของฟอร์มที่เราสร้างลงไป จากนั้น ก็เพิ่มคำถาม หรือ Field ข้อมูลลงไป เช่น ชื่อ นามสกุล, วุฒิการศึกษา ..... ก็ดูตามแบบฟอร์มที่เราจะสร้าง แล้วก็เลือกชนิดของคำถามตามต้องการ จากนั้นก็กดปุ่ม Done เพื่อบันทึกค่าของ Field นั้นๆ 
 
เมื่อสร้าง Field ที่ 1 แล้ว เราก็ทำการเพิ่ม Field สำหรับเก็บข้อมูลจนครบ โดยการเพิ่มอันที่สอง ก็ทำได้โดย คลิ๊กที่ Add item หรือ จะคลิ๊กที่สามเหลี่ยมเล็กๆ ข้างๆ ปุ่ม แล้วเลือกรายการที่ต้องการก็ได้ 
 
จากนั้น ก็เพิ่ม Field รายการให้ครบ  
 
หลังจากที่เราสร้างแบบสอบถามเสร็จแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย (ก่อนที่จะส่งฟอร์มนี้ไปยังผู้ใช้งาน) ก็คือ มากำหนดส่วนท้ายของฟอร์ม เมื่อเราเลื่อนหน้าลงมาจนสุด ก็จะเจอเมนูให้เลือก ดังภาพ 
 
ในช่องข้อความ จะเป็นการกำหนดข้อความที่จะแสดงเมื่อผู้ใช้งานกรอกแบบฟอร์ม และกด Submit ข้อมูลมาให้เราแล้ว จะให้แสดงข้อความว่าอย่างไร จะกำหนดภาษาไทย หรือ อังกฤษก็ได้
ส่วนเมนู อีก 3 อัน 
อันแรก Show link to submit another response หมายถึง จะให้ระบบแสดง Link สำหรับกรอกแบบสอบถามเพิ่มหรือไม่ หมายถึง ถ้าผู้ใช้คนเดิม กรอกแบบฟอร์มไปแล้ว เมื่อกด Submit แล้ว ถ้าเรากำหนดว่าให้แสดง ในหน้าสุดท้าย ก็จะมี Link ให้เข้ามากรอกแบบฟอร์มอีก ตัวเลือกนี้ อาจจะเหมาะในกรณีที่เรามีการกรอกข้อมูลหลายๆ ครั้ง จากหลายๆ คน เช่น เป็นแบบฟอร์มลงทะเบียนเข้าชมรม แล้วมีนักศึกษายืนรอคิว เข้ามาลงทะเบียน พอคนแรกกรอกเสร็จ คนต่อไปก็กรอกต่อได้เลย โดยคลิ๊กที่ Link ที่ถูกสร้างมา 
 
ส่วนอันที่ 2 Publish and show a link to the results of this form to all respondents จะเป็นการกำหนดให้แสดงสรุปข้อมูลที่กรอกไปแล้วแก่ผู้ใช้งาน (แชร์แบบสาธารณะ) ตัวเลือกนี้ อาจเอาไปใช้เป็นแบบสอบถามจำพวก โพล, แสดงผลโหวต เป็นต้น ซึ่งเมื่อผู้ใช้งานกรอกฟอร์มแล้ว ก็สามารถเข้าดูผลโหวตได้เลย  
 
อันที่ 3 Allow responders to edit responses after submitting จะเป็นการกำหนดให้ ผู้ใช้ หรือ ผู้กรอกแบบฟอร์ม สามารถแก้ไขข้อมูลที่ตัวเองกรอกไปแล้วได้ด้วย  
 
อะ จบได้ซะทีนะครับ ใช้เวลาเขียนนานมาก หากมีหลงประเด็นตรงไหนแจ้งได้นะครับ เดี๋ยวจะมาทำตัวอย่างการสร้างแบบฟอร์มให้ดุอีกที ขอไปหาแบบฟอร์มที่น่าเอามาเป็นตัวอย่างก่อนนะครับ  
หวังว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์ แก่ผู้สนใจไม่มากก็น้อยนะครับ หากมีข้อแนะนำติชม ก็แจ้งมาได้ที่ Fanpage ของเราครับ (เมนู ด้านบน ซ้ายมือ) 

1-7 of 7